ไม่นานมานี้ มีกองเชียร์มากมายมีข้อเสนอที่ดุเดือน เรียกร้องให้มีการเพิ่มอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นโดยอ้างว่าเพื่อต้องการลดหนี้และสร้างพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐอเมริกาและ่อุตสาหกรรมทั่วโลก พวกเขาพูดถูกหรือเปล่า  ?

เพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของแนวคิดนี้ เราต้องมาวิเคราะห์กันให้ลึกซึ้งหน่อย , ดังที่่ Carmen Reinhard และ Kenneth Rogoff อ้าง พวกเขาบอกว่า การจะออกจากวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งมีปัญหามากจาก การขาดดุลงบประมาณมหาศาล การที่ครัวเรือนเพิ่มค่าใช้จ่ายได้ การที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้ และการที่รัฐบาลไม่สามารถเพิ่มเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจได้
ดังนั้น แนวคิดดังกล่าวจึงเสนอว่า ทำไมไม่เพิ่มอัตราเงินเฟ้อหล่ะ ? ! ซึ่งนั้นทำให้ผู้มีเงินออมตกอกตกใจกันเล็กน้อยเพราะพวกเขาต้องทนกับอัตราดอกเบี้ยต่ำมาแสนนานอยู่แล้ว , แต่มันทำให้มูลค่าหนี้ที่แท้จริงลดลง ซึ่งเท่ากับขจัดหนี้ส่วนที่มากเกินแล้วก็จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง ฟังดูเป็นเรื่องน่าสนใจเมื่อได้ฟังในทีแรก แต่ว่าเมื่อมาดูรายละเอียดอีกหน่อยจะพบว่ามีเรื่องต้องกังวลอย่างยิ่ง คำถามแรกคือ มีธนาคารกลางแห่งหนึ่งใช้วิธีที่พยายามทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นโดยการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมายาวนานเป็นทศวรรษแต่พวกเขาล้มเหลว . ที่ญี่ปุ่น งัย
สมมุติว่า ธนาคารประกาศว่า จะปรับเป้าหมายเงินเฟ้อให้สูงขึ้นนะ พร้อมด้วยออกมาตรการในการเพิ่มการซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน จนกระทั้งเงินเฟ้อขยับขึ้นจนถึงเป้าที่วางไว้ , มันก็จะเกิดผลกระทบบางอย่างตามมา เช่น  นโยบายเรื่องเป้าหมายเงินเฟ้อเองก็จะเสียเครดิตไปในเมื่อมันถูกปรับเปลี่ยนได้ครั้งหนึ่ง นักลงทุนก็จะคิดว่ามันก็อาจจะถูกยกเลิกได้อีกหากว่ามันเข้าใกล้กับเป้า ซึ่งนักลงทุนก็มักจะทำได้ดีกว่าก่อนที่เป้าหมายจะสำเร็จ
เหนืออื่นใด ธนาคารจำเป็นต้อง เร่งเงินเฟ้อให้เร็วที่สุด,ควบคุมมันให้ถึงเป้าหมายเพื่อลดมูลค่่าที่แท้จริงของหนี้ลง ~ซึ่งถ้าเป็นกรณีที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ มันจะให้ประสิทธิผลต่ำ นั้นเป็นเพราะว่า หนี้ก้อนเดิมที่มีอยู่นั้นไม่เพียงต้องเสียต้องเบี้ยที่สูงขึ้น แต่ยังต้องถูกบอกค่าความเสียงจากอัตราเงินเฟ้อด้วย
เงินเฟ้อสูงนั้นยากที่จะควบคุม โดยเฉพาะเมื่อธนาคารกลางสูญเสียความเชื่อมัน ประชาชนก็จะไม่เชื่อว่าธนาคารกลางจะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นจนเพดานอีกหรือไม่เพื่อปราบอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในควบคุม หลังจากที่ครั้งหนึ่งธนาคารกลางเองนั้นแหละยกเลิกกรอบเงินเฟ้อที่ตั้งเอาไว้
เรื่องที่ต้องพิจารณาต่อไป , จริงหรือไม่ที่บอกว่า เงินเฟ้อเป็นยารักษาโรคดังที่โหมประชาสัมพันธ์ เงินเฟ้อนั้นมองอีกมุมหนึ่งก็คืออัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวของหนี้ สำหรับคนทั่วไป หรือเรียกว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นสำหรับธนาคา แม้แต่สหรัฐ ซึ่งมีช่วงรอบการชำระหนี้ประมาณ 4 ปี ก็ยังไม่ค่อยจะได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ถ้ามันไม่มีจำนวนมากจริงๆ แต่กลับเป็นการเพิ่มภาระของเงินประกันสังคมและการรักษาพยายาม ซึ่งนั้นรัฐไม่สามารถกำจัดได้ด้วยเงินเฟ้อ
แม้แต่ชาวบ้านซึ่งอาจใช้การกู้ยืมเงินระยะยาว ผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อสุงนั้นไม่แน่นอน เขาอาจจะได้รับประโยชน์หากรายได้ของพวกเขาเพิ่มในสัดส่วนเดียวกับหนี้ก้อนประจำนี้  แต่โดยทั่วไปอัตราการว่างงานที่สูงจะกดไม่ให้อัตราค่าแรงสูงขึ้น ซึ่งนั้นก็อาจจะเป็นปัญหาให้ครัวเรือนแย่ไปอีก
แน่นอนว่า เมื่อมีผู้กู้ได้ย่อมต้องมาจากความร่ำรวยของอีกคนหนึ่ง เงินเฟ้อนั้นจะทำให้คนที่ปล่อยกู้นั้นย่ำแย่ คนเหล่านี้คือใครบ้าง ? คนที่ร่ำรย ใช่ แต่มันยังรวมถึง คนที่อาศัยเงินบำนาญ ซึ่งนิยมซื้อพันธบัตรมากกว่าลงทุนในหุ้นซึ่งมีความน่ากลัว , ธนาคารซึ่งอาจจะจำเป็นต้องเพิ่มทุน , กองทุนบำเหน็จบำนาญต่างๆ ซึ่งผลประกอบการก็ตัวแดงกันอยู่แล้ว , บริษัทประกันภัยซึ่งอาจจะหยุดจ่ายสินไหม และที่สำคัญ นักลงทุนต่างประเทศซึ่งมีเงินทุนสำรองจำนวนมากก็จะขาดทุน และอาจจะต้องจำทนในการปล่อยกู้ให้กับการขาดดุลงบประมาณในอนาคตอีก ที่สุดแล้วธนาคารกลางก็ต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุมเงินเฟ้ออีก หลังจากคนกลุ่มหลังนี้ถูกเงินเฟ้อทารุณ ซึ่งนั้น นักลงทุนในโลกนี้เองก็ควรตระหนักว่าควรจะมีแหล่งฝากเงินที่ไว้ใจได้มากกว่าหนึ่งแห่ง
มันไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีทางอื่นในการแก้ปัญหาหนี้ สหรัฐเองเผชิญปัญหาหนี้มาตลอดเป็นช่วงๆ ในศตวรรณที่ 19 , ในเหตุการณ์ Great Depression , ซึ่งตอนนั้นสหรัฐให้นโยบายควบคุมและบรรเทาการจ่ายหนี้แทน